เครื่องดื่มสมุนไพร Kawari(คาวาริ) สรรพคุณน่าลอง
สรรพคุณ ของเครื่องดื่ม KAWARI
1.ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายให้มีปริมาณและประสิทธิภาพมากขึ้น
2.ช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายของผู้ป่วยให้แข็งแรงได้รวดเร็วขึ้น
3.ช่วยปรับสภาพสมดุลของระบบไหลเวียนของโลหิต ลดระดับคลอเรสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์และความดันโลหิต บรรเทาอาการโรคหัวใจ และเบาหวาน
4.ช่วยขับล้างพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
5.ช่วยลดภาวะเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดแข็งตัว
6.ช่วยลดภาวะเสี่ยงต่อโรคภายในช่องท้องทั้งระบบ
7.เสริมสร้างฮอร์โมน และกระตุ้นการเจริญของเส้นผม
8.ช่วยให้ระบบประจำเดือนเป็นปกติและลดอาการปวดประจำเดือน
9.ช่วยขับน้ำคาวปลาหลังคลอดบุตร และช่วยให้มดลูกกระชับ เข้าที่
10.ช่วยให้ผิวพรรณดูสดใส เปล่งปลั่ง
11.ช่วยควบคุมและเหนี่ยวรั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง
12.ช่วยลดความเครียด ทำให้นอนหลับสบาย
13.ช่วยลดน้ำตาลในเลือด
14.ต้านเชื้อรา และแบคทีเรียหลายชนิด
ส่วนประกอบของ KAWARI
คาวตอง
สรรพคุณช่วยยืดอายุของผู้ป่วยให้อยู่ ‘สู้โรค’ ได้นานขึ้น
พลูคาว หรือที่เรียกกันว่า ผักคาวตอง หรือก้านตอง เป็นไม้เลื้อยล้มลุก เป็นพืชตระกูลเดียวกับพลู แต่อายุอยู่ได้หลายปี ขึ้นอยู่ตามแถวภาคเหนือ ลำต้นจะเลื้อยทอดไปตามพื้นดิน รากแตกออกตามข้อ ทั้งต้นมีกลิ่นคาวอย่างรุนแรง คล้ายปลาช่อน การขยายพันธุ์โดยปักชำ ชอบขึ้นตามริมห้วย หรือที่ชื้นแฉะริมน้ำมีร่มเงาเล็กน้อยในสภาพอากาศที่เย็น
ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปทรงคล้ายรูปหัวใจกว้าง โคนใบเว้า ปลายใบแหลม ขอบใบ มีก้านใบยาว ใต้ใบจะมีสีแดงอ่อนถึงสีแดงเข้ม โคนก้านแผ่เป็นกาบหุ้มลำต้น ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายยอด ดอกบานมีใบประดับที่โคนดอกสีขาว 4 กลีบ แต่ละช่อมีดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก อัดกันแน่นเป็นแท่งทรงกระบอกสีจะออกเหลืองอ่อน ผล เป็นผลแห้งแตกได้
สรรพคุณ
- รักษาโรคมะเร็ง โดยเฉพาะเกี่ยวกับมะเร็งปอด มะเร็งต่อมไทรอยด์ มะเร็งปากมดลูก
- เนื้องอกในสมอง
- ริดสีดวงทวาร โดยไม่ต้องผ่าตัด
- โรคกามโรค
- โรคผิวหนัง
- ทางเดินปัสสาวะอักเสบ
- เพิ่มการแบ่งตัวของเซลล์เม็ดเลือดขาว รักษาอาการอักเสบต่าง ๆ เช่น ฝีอักเสบ ปอดอักเสบ หลอดลมอักเสบ ตาอักเสบ ตับอักเสบ ไตอักเสบ
- เยื่อหุ้มสมองอักเสบที่เกิดจากเชื้อรา หูชั้นกลางอักเสบ
พลูคาวจะนำมาต้มโดยให้ผู้ป่วยดื่มบำรุงร่างกาย และใช้ร่วมกับการรักษาของคณะแพทย์โดยการฉายรังสี ปรากฏว่า สามารถช่วยกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายผู้ป่วยมะเร็งได้ ทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาได้มากขึ้นทำให้อาการของผู้ป่วยดี ขึ้นและยืดอายุของผู้ป่วยได้นานขึ้นด้วย ซึ่งดีกว่าการรักษาด้วยการฉายรังสีเพียงอย่างเดียว
พลูคาวจึงนับได้ว่าเป็นพืชที่เป็นความหวังสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็งเป็น อย่างมาก และนอกจากโรคมะเร็งแล้วก็สามารถที่ยังรักษาโรคอื่น ๆ ได้อีก
[ที่มา.. ขจรพรรณ ชัยเดช Team Content www.thaihealth.or.th]
ปัญจขันธ์
ปัญจขันธ์ พืชล้มลุกชนิดเถาเลื้อยที่ขึ้นเองตามธรรมชาติมีในประเทศไทย อยู่ในวงศ์แตงแต่คนไทยเพิ่งจะเริ่มปลูกและให้ความสนใจเมื่อไม่นานมานี้ ในขณะที่คนจีนในภาคใต้ของประเทศนำปัญจขันธ์มาบำรุงร่างกายกันนานแล้วโดยคน จีนรู้จักกันดีในชื่อ เจียวกู่หลาน หรือเซียนเฉ่า (สมุนไพรอมตะ) และเริ่มแพร่หลายเข้าไปในประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๑๓ มีชื่อญี่ปุ่นว่า อะมาซาซูรู แปลว่าชาหวานจากเถา
มีงานวิจัยสมุนไพรนี้จากประเทศจีนและญี่ปุ่นจำนวนมากพบว่ามีสารสำคัญที่ เรียกว่า สารกลุ่มจิปพีโนไซด์ ซึ่งเป็นสารประเภทไตรเทอร์ฟีนซาโพนินที่มีสูตรโครงสร้างคล้ายสารกลุ่มจิ นเซนโนไซด์ที่พบในโสมที่งๆ ที่พืชทั้ง ๒ ชนิด ไม่มีความสัมพันธ์กัน โดยสารจิปพีโนไซด์ที่พบในปัญจขันธ์มีมากกว่า ๘๐ ชนิด โดยมี ๔ ชนิด ที่เหมือนกับที่มีในโสม และอีก ๑๑ ชนิดมี สูตรโครงสร้างคล้ายคลึงกับจินเซนโนไซด์ มีรายงานวิจัยในนห้องปฏิบัติการในหลอดทดลองและในสัตว์ทดลอง
ฤทธิ์ของสารจิปพีโนไซด์ในปัญจขันธ์ หรือสารสกัดปัญจขันธ์
ต้านอนุมูลอิสระ
ลดระดับไขมันในเลือด
เสริมภูมิคุ้มกัน
ยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งบางชนิด
ยับยั้งการเกาะตัวกันของเกล็ดเลือด
ต้านอักเสบ
ลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยมีการพบสารซาโพนิน ชื่อฟาโนไซด์ที่มีฤทธิ์กระตุ้นการหลั่งอินซูลิน
ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหารในหนูที่เดจากการกระตุ้นด้วยการให้แอลกอฮอล์ กับกรดเกลือหรือจากยาต้านอักเสบอินโดเมทาซิน หรือจากการกระตุ้นให้หนูเกิดความเครียด
กระตุ้นการหลั่งไนตริกออกไซด์จากเซลล์ผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดขยายตัว
ป้องกันการเกิดพิษต่อตับของสารที่เป็นพิษต่อตับ เช่น พาราเซตามอล คาร์บอนเตตราคลอไรด์
สำหรับการวิจัยทางคลินิกนั้น จีนจึงได้ศึกษาวิจัยประสิทธิผลของปัยจขันธ์ต่อระบบภูมิค้มกันในผู้ป่วย มะเร็งที่ได้รับการผ่าตัดและได้รับเคมีบำบัดรวมทั้งฉายแสง พบว่ากลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยาต้มปัญจขันธ์ ขนาด ๓๐ กรัม/วัน นาน ๓ สัปดาห์ มีการแบ่งตัวของลิมโฟไซต์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เช่นเดียวกับกลุ่มที่ได้รับสมุนไพรกระตุ้นภูมิคุ้มกันอีกชนิดหนึ่ง คือ ราก Radix Astragaliseu Hedysai (Huangqi)
นอกจากนี้ จากการวิจัยในผู้ป่วยมะเร็งปอดที่ได้รับการรักษาด้วยการฉายรังสีและเคมี บำบัด พบว่าผู้ป่วยที่ได้รับปัญจขันธ์มีการพยากรณ์โรคดีกว่า คือมีการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งช้ากว่า และมีอายุยืนกว่า
ในประเทศญี่ปุ่นและจีน ได้จดสิทธิบัตรของสารสกัดปัญจขันธ์เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ต่างๆ หลายชนิด ได้แก่ เครื่องสำอางบำรุงผิว ผม หนังศรีษะ ผลิตภัณฑ์กระตุ้นการเจริญของผม เครื่องดื่มหรือชาสมุนไพร อาหารสุขภาพ ยาทาลดความอ้วนอาหารช่วยลดไขมันในเลือด สารสกัดช่วยกระตุ้นการเจริญของแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้ และสารจิปพีโนไซด์ที่มีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งบางชนิด เป็นต้น
สำหรับประเทศไทยในส่วนของกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก สถาบันการแพทย์ไทย-จีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้มีโครงการความร่วมมือกับประเทศจีน ในการนำสมุนไพรจีนมาทดลองปลูกในประเทศ ผลการศึกษาในเบื้องต้นพบว่าปัญจขันธ์สายพันธ์ของจีนมีสารสำคัญสูงกว่าสาย พันธุ์ของไทย ซึ่งตรงกับผลการวิจัยของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ที่พบว่าพันธุ์จากจีนมีสารสำคัญ มากกว่าพันธุ์โครงการหลวงอ่างขาง ซึ่งจะได้มีการขยายพันธุ์ต่อไป
สำหรับสถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ศึกษาวิจัยสมุนไพรปัญจขันธ์พันธุ์ของไทยทางพฤกษ เคมีเพื่อพัฒนาวิธีตรวจวิเคราะห์คุณภาพ และศึกษาพบว่าปัญจขันธ์มีฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกัน และฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ HIV-1 protease และได้ศึกษาพิษเรื้อรังของสารสกัดด้วยน้ำของปัญจขันธ์ในขนาด ๖, ๓๐, ๑๕๐ และ ๗๕๐ มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน ในหนูขาว ๖ เดือนแล้ว พบว่ามีความปลอดภัย ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาวิจัยในผู้ติดเชื้อ HIV
นอกจากนี้ สถาบันวิจัยสมุนไพรได้ร่วมมือกับองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ จังหวัดเชียงใหม่ในการส่งเสริมให้มีการเพาะปลูกปัญจขันธ์แบบอินทรีย์ใน พื้นที่สวนป่าสันกำแพง และพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกร รวมทั้งศึกษาวิจัยร่วมกันถึงวิธีการปลูก การเก็บเกี่ยวและการขยายพันธุ์
กรมวิทยาศาตร์การแพทย์ยังได้รับงบกลางรายการค่าใช้จ่ายเพื่อการส่งเสริม ศักยภาพการแข่งขันและพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ (งบยากจน) จำนวน ๑.๔ ล้านบาท ซึ่งได้นำไปใช้ในการส่งเสริมให้เกษตรกรในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงรายปลูก ปัญจขันธ์ เพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตยาสมุนไพรปัญจขันธ์ต่อไป
ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ ๒ ระหว่างวันที่ ๓๑ สิงหาคม - ๔ กันยายน ๓๕๔๘ ณ ฮอลล์ ๗ - ๘ อิมแพค เมืองทองธานี กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จะได้เพาะปัญจขันธ์จำหน่ายแก่ประชาชนในราคาย่อมเยาว์และแนะนำวิธีการปลูก เพื่อส่งเสริมการปลูกและบริโภคปัญจขันธ์ในครัวเรือนรวมทั้งมีการนำเสนองาน วิจัยการปลูกปัญจขันพันธุ์จีนในภาคเหนือและผลการศึกาาวิจัยฤทธื ลดน้ำตาลในเลือดและฤทธ์ต้านอักเสบของปัญจขันธ์ในสัตว์ทดลองด้วย
[ที่มา.. นิตยสารหมอชาวบ้าน ปีที่ ๒๗ ฉบับที่ ๓๑๖ สิงหาคม ๒๕๔๘]
ว่านชักมดลูก
ว่านชักมดลูก
ว่านชักมดลูก มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma xanthorrhiza Roxb. เป็นพืชสมุนไพรที่มีอยู่ในวงศ์ ZINGIBERACEAE ซึ่งเป็นพืชตระกูลขิง
ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา
จากผลการวิจัยสาระสำคัญที่ออกฤทธิ์ทางยา ของว่านชักมดลูกจากสถาบันต่างๆ ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องพบว่า ใน "ว่านชักมดลูก" มีสารออกฤทธิ์ที่สามารถลดการอักเสบ ยับยั้งเนื้องอก ยับยั้งการสังเคราะห์ของไขมัน ลดปริมาณไตรกลีเซอไรด์ และโคเรสเตอรอลในเลือดที่มีปริมาณสูง ยับยั้งเบาหวาน และการหดเกร็งของกร้ามเนื้อเรียบ ลดการซึมผ่านของหลอดเลือด แก้ปวด รักษาแผล ปรับอุณหภูมิในร่างกายให้สมดุล ยับยั้งการก่อกลายพันธุ์เป็นพิษต่อเซลล์ ยับยั้งการเป็นพิษต่อตับ กระตุ้นการผลิตน้ำดี ต้านเชื้อแบคทีเรีย ต้นไวรัส ต้านเชื้อรา กระตุ้นการเพิ่มจำนวนเซลล์น้ำเหลือง เพิ่มน้ำหนักมดลูก และปริมารไกลโคเจน มีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน ลดการสร้างเม็ดสีผิวได้ ซึ่งสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ในทางยาที่มีอยู่ใน "ว่านชักมดลูก" จริงๆ แล้ว มีมากมายหลายกลุ่ม หนึ่งในนั้นก็คือ เคอร์คิวมิน เป็นสารที่สกัดได้จากขมิ้น สารสำคัญกลุ่มนี้ให้ประโยชน์หลายประการ แต่ที่เห็นได้ชัด คือ เรื่องของกระเพาะอาหาร
ผลสรุปทางการวิจัยยังพบอีกว่า "ว่านชักมดลูก" มีผลคล้ายกับฮอร์โมนเอสโตรเจน คือฮอร์โมนที่มีอยู่ในเพศหญิง แต่ทั้งนี้ต้องเข้าใจก่อนว่า ตัวของว่านชักมดลูกเองไม่ใช่ฮอร์โมน แต่ทำหน้าที่คล้ายฮอร์โมนเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์เพิ่มการขับน้ำดี และสามารถป้องกันมะเร็ง ได้
สรรพคุณ "ว่านชักมดลูก" ไทย
ตามบันทึกในตำรับยาแผนโบราณได้กล่าวไว้ว่า "ว่านชักมดลูก" มีคุณประโยชน์ และให้ความปลอดภัยในการใช้สำหรับผู้หญิงมากกว่ากวาวเครือ เพราะว่านชักมดลูกมีฤทธิ์ทำให้กล้ามเนื้อกระชับ เสริมหน้าอก ทำให้ผิวพรรณขาวนวล และลบรอยเหี่ยวย่นได้เหมือนกัน แต่ "ว่านชักมดลูก" จะม่คุณสมบัติพิเศษกว่า "กวาวเครือ" คือ ช่วยรักษามดลูกที่ทรุดตัว หรือลูกว่ามดลูกต่ำให้เข้าที่ นอกจากนี้ ยังช่วยกระชับช่องคลอด กระชับหน้าท้องที่หย่อนยานอันเกิดจากการคลอดบุตร ทำให้หน้าท้องตึงเรียบเหมือนสาวๆ และยังช่วยให้ผู้หญิงที่มีอารมณ์ทางเพศหายไปกลับมาเหมือนเดิม
นอกจากนี้แล้ว "ว่านชักมดลูก" ยังช่วยให้ผู้หญิงที่มีอารมณ์ฉุนเฉียว จิตใจห่อเหี่ยว อ่อนไหวง่าย โกรธง่ายหายไป ทำให้คึกคักเข้มแข็งขึ้น อีกทั้งยังช่วยป้องกันมะเร็งปากช่องคลอด หรือภายในมดลูก ช่วยรักษาซีส และเนื้องอกภายในช่องคลอดให้ฝ่อตัวหรือเล็กลงได้ นอกจากนี้ยังช่วยลดอาการปวดประจำเดือนได้ผลชะงัด เพราะฉะนั้น หากจะเทียบกันแล้ว "ว่านชักมดลูก" จึงมีคุณประโยชน์เหนือกว่ากวาวเครือมาก
แต่ทั้งนี้ ต้องเข้าใจก่อนว่า การใช้ว่านชักมดลูกเพียงอย่างเดียว จะให้สรรพคุณได้ไม่มากเท่าที่ควร เพราะตามตำรายาโบราณได้ระบุถึงการนำสมุนไพรมาใช้งานว่า ต้องปรุงขึ้นตามขวดยานั้นๆ และจำเป็นต้องอาศัยสมุนไพรอีกหลายชนิดผสมเข้าไป จึงจะช่วยให้ออกฤทธิ์ได้ผลสูงสุด ซึ่งสรรพคุณของว่านชักมดลูกที่มีบันทึกตามตำรับยาแผนโบราณเมื่อหลายปีก่อน ได้ระบุถึงผลการนำมาบำบัด อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกายไว้ว่า
1. ช่วยกระชับช่องคลอดภายในสตรี
2. ทำให้อารมณ์ทางเพศสมบูรณ์
3. ดับกลิ่นปาก กลิ่นตัว กลิ่นภายในช่องคลอด ให้ลดลงหรือหายไป
4. ช่วยให้ผิวพรรณบนใบหน้าขาวนวล และมีเลือดฝาด
5. ทำให้มดลูกต่ำ และอาการตกขาวดีขึ้น
6. ช่วยรักษาอาการหน่วงเสียวมดลูก หรือเจ็บท้องน้อยเป็นประจำ ได้ดี
7. ช่วยลดอาการปวดประจำเดือนอย่างรุนแรง
8. มีผลในการลดหน้าท้องที่หย่อนยาน ซึ่งเกิดจากการคลอดบุตร ทำให้หน้าท้องหดตัวและเล็กลง
9. ช่วยเสริมสร้างทรวงอกให้เต่งตึง กระชับ ไม่เหี่ยวย่น หรือหย่อนยาน
[ที่มา.. บทความจากหนังสือสมุนไพรเพื่อสุขภาพ (HERB FOR HEALTH) ปีที่ 5 ฉบับที่ 55 ประจำเดือนกรกฎาคม 2548]
เห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือ (Lingzhi) เป็นยาจีน (Chinese traditional medicine ) ที่ใช้กันมานานกว่า 2,000 ปี นับตั้งแต่สมัยจักรพรรดิฉินซีฮ่องเต้ เป็นต้นมา เห็ดหลินจือ เป็นของหายากมีคุณค่าสูงในทางสมุนไพรจีน และได้ถูกบันทึกไว้ในคัมภีร์โบราณ “เสินหนงเปินเฉ่า” ซึ่งเป็นตำราเก่าแก่ที่สุดของจีนมีคนนับถือมากที่สุด ได้กล่าวไว้ว่า เห็ดหลินจือเป็น “เทพเจ้าแห่งชีวิต” ( Spiritual essence ) มีพลังมหัศจรรย์ บำรุงร่างกายใช้เป็นยาอายุวัฒนะในการยืดอายุออกไปให้ยืนยาว ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง และยังสามารถรักษาโรคต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง ชาวจีนโบราณต่างยกย่องเห็ดหลินจืออย่างเหนือชั้น ว่าดีที่สุดในหมู่สมุนไพรจีน นอกจากจะมีสรรพคุณเหนือชั้นกว่าแล้วยังปลอดภัยไม่มีพิษใด ๆ ต่อร่างกาย
กว่า 2000 ปีมาแล้ว ชาวจีนเชื่อกันว่าเห็ดหลินจือ เป็นพืชสมุนไพรที่มี คุณสมบัติดีเลิศ ทฤษฎีทางการแพทย์แผนจีนโบราณ เชื่อว่าเห็ดหลินจือ มีคุณสมบัติที่เป็นหนึ่ง ในด้านการเสริมสร้างสุขภาพ เพิ่มศักภาพในการ รักษาโรค ช่วยให้มีอายุยืนยาว และไม่เป็นสาเหตุ หรือ มีผลกระทบต่อ- การทำงานของร่างกาย แม้จะรับประทานอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน
ในสมัยโบราณ กล่าวกันว่า เห็ดหลินจือทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงขึ้น ให้พลังชีวิตมากขึ้น ใช้บำรุงร่างกาย เป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้มีกำลัง ทำให้ความจำดีขึ้น ทำให้ประสาทสัมผัสต่าง ๆ ชัดเจนดีขึ้น ส่งเสริมการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสีหน้าแจ่มใส ชะลอความแก่ ส่วนสรรพคุณอื่นๆที่ได้รวบรวมไว้ได้แก่ รักษาและต้าน มะเร็ง รักษาโรคตับ ความดันโลหิตสูง ขับปัสสาวะ ปรับความดันโลหิตทั้งสูงและต่ำ ภาวะมีบุตรยาก การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ โรคภูมิแพ้ โรคประสาท ลมบ้าหมู เส้นเลือดอุดตันในสมอง อัมพาต อัมพฤกษ์ ปวดเมื่อย ปวดข้อ โรคเก๊าท์ โรคเอสแอลอี เส้นเลือดหัวใจตีบ ตับแข็ง ตับอักเสบ ปวดประจำเดือน ริดสีดวงทวาร อาหารเป็นพิษ แผลในกระเพาะอาหารและลำใส้ บำรุงสายตา และความเชื่อดังกล่าว ยังคงสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน
Dr. Li Shi-Zhen แพทย์แผนจีนที่มีชื่อเสียงที่สุดในราชวงศ์หมิงได้รับประทาน เห็ดหลินจือเป็นเวลานาน ทำให้มีสุขภาพแข็งแรงและอายุยืนยาว มีการพิสูจน์โดย ทางการแพทย์สมัยใหม่แล้วว่า เห็ดหลินจือ มีสรรพคุณที่เป็นประโยชน์มากมาย ที่สำคัญได้แก่ ช่วยกระตุ้นระบบการไหลเวียนโลหิต, เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ของเซลล์และกระบวนการเผาผลาญในร่างกาย (ล้างพิษ) และช่วยให้อวัยวะใน- ร่างกายทำงานได้อย่างเหมาะสม (สร้างสมดุลย์)
สถาบันเห็ดหลินจือโลก ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2526 ที่กรุงนิวยอร์กประเทศสหรัฐ- อเมริกา (Ganoderma International Research Institute) ประกอบด้วย สมาชิกหลายประเทศ เช่น เกาหลีใต้ จีน ฮ่องกง แคนาดา ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน สหรัฐอเมริกา ไทย เป็นต้น เพื่อเป็นการสร้างมาตรฐานคุณภาพ และป้องกันไม่ให้ภาพลักษณ์ของ เห็ดหลินจือ สูญเสียไปจากกระบวนการผลิตที่ ไม่ได้คุณภาพ
องค์ประกอบสำคัญที่ค้นพบในเห็ดหลินจือ
ด้วยการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์แผนใหม่ พบว่าเห็ดหลินจือ มีองค์ประกอบที่สำคัญกว่า 200 ชนิด ซึ่งได้แก่ โพลีซัคคาไลด์ (Poly- sacharide), เจอร์มาเนียม (Germanium), ไตรเทอร์ปินอยด์ (Tri- terpenoid), กาโนเดอริค (Ganoderic Essence),เปปติโตไกลแคน (Peptidoglycan), โปรโตอัลคาลอยด์ (Protoalkaloid), ไฟเบอร (Fiber), และ อื่น ๆ ฯลฯ สารประกอบที่สำคัญได้แก่
1. Polysaccharides ช่วยกระตุ้นหรือสร้างระบบภูมิคุ้มกัน โดยกระตุ้นเซลล์ภูมิคุ้มกันโรค เช่นmacrophage และ T-Cells รวมทั้งเพิ่มระดับเม็ดเลือดขาวในร่างกาย (แอนตี้บอดี้) เพื่อต่อสู้กับเซลล์แปลกปลอม เช่น แบคทีเรีย ไวรัส เป็นต้น อีกทั้งยังช่วยทำความสะอาด และล้างพิษออกจากร่างกาย สร้างเสริมสุขภาพให้แข็งแรงตามธรรม- ชาติ เปลี่ยนเซลล์ที่ผิดปกติสู่เซลล์ปกติ และเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่ร่างกายเพื่อต้านทานเชื้อโรค ดังนั้น จึงเป็น การสร้างเสริมสุขภาพโดยรวมให้แข็งแรงขึ้น มีการทำสอบในสถาบันวิจัย Drug Research Institute ในเมือง โตยาม่า ประเทศญี่ปุ่น ยืนยันแล้วว่า polysaccharides ในเห็ดหลินจือนี้ ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันโรค ในประเทศญีปุ่นมี รายงานว่า สารสกัดจากเห็ดหลินจือ ให้ผลในการรักษาผู้ป่วยโรคตับได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. Triterpenoids เป็นตัวการทำให้เห็ดหลินจือมีรสขมฝาด เนื่องจากคุณสมบัติอันเป็นประโยชน์ ช่วยสร้างเสริม แรงดันโลหิตและเพิ่มเม็ดเลือดTriterpenoids ให้ผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ในด้านการสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน และระบบการไหลเวียนโลหิต และปกป้องร่างกายจากสารพิษทางชีวภาพ สิ่งแวดล้อมและความเคร่งเครียดในสังคม
3. Adenosine ช่วยปรับปรุงการไหลเวียนโลหิต โดยยับยั้งมิให้เกล็ดเลือดรวมตัวกัน การศึกษาก่อนหน้านี้โดยทีม นักวิจัย จากวิทยาลัยปักกิ่ง สาขาการแพทย์จีนแผนโบราณพบว่า เห็ดหลินจือช่วยปรับปรุงการทำงานของเซลล์ เม็ดเลือดแดงในการส่งถ่ายออกซิเจน ซึ่งมีความสัมพันธ์กับคุณสมบัติของAdenosine ในเห็ดหลินจือ Adenosine ยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล กระตุ้นให้เกิดการเผาผลาญและสร้างเสริมพลกำลัง และความกระปรี้กระเปร่า
[ที่มา.. เอกสารอ้างอิง หนังสือ เห็ดหลินจือ โดย นพ.สุรพล ประทุมรักษ์ - นพ.ชวลิต สันติรุ่เรือง]
รายละเอียดของมาตรฐานต่างๆ
มอก.
มอก. คืออะไร
มอก.เป็นคำย่อมาจาก"มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม" หมายถึงข้อกำหนดทางวิชาการที่ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(สมอ.)ได้กำหนดขึ้นเพื่อเป็นแนวทางแก่ ผู้ผลิตในการผลิตสินค้าให้มีคุณภาพ
ในระดับที่เหมาะสมกับการใช้งานมากที่สุดโดยจัดทำออกมาเป็นเอกสารและจัดพิมพ์เป็นเล่ม
ภายในมอก.แต่ละเล่มประกอบด้วยเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการผลิตผลิตภัณฑ์นั้นๆ เช่น เกณฑ์ทางเทคนิค คุณสมบัติที่สำคัญ ประสิทธิภาพของการนำไปใช้งาน คุณภาพของวัตถุที่นำมาผลิต และวิธีการทดสอบเป็นต้น
ปัจจุบันสินค้าที่สมอ. กำหนดเป็นมาตรฐานปัจจุบันมีอยู่มากกว่า 2,000 เรื่อง ครอบคลุมสินค้าที่เราใช้
อยู่ในชีวิตประจำวันหลายๆ ประเภท ได้แก่ ประเภทอาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานพาหนะ สิ่งทอ วัสดุก่อสร้าง เป็นต้น
มอก. มีความสำคัญอย่างไร
มอก. มีประโยชน์ต่อผู้เกี่ยวข้องในหลายด้านด้วยกัน ดังนี้
ประโยชน์ต่อผู้ผลิต
1. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต
2. ลดรายจ่าย ลดเครื่องจักร ลดขั้นตอนการทำงานซ้ำซ้อน
3. ช่วยให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ
4. ทำให้สินค้ามีคุณภาพดีขึ้น และมีราคาถูกลง
5. เพิ่มโอกาสทางการค้า ในการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานราชการที่มีการกำหนดให้สินค้านั้นๆต้องได้รับมอก.
ประโยชน์ผู้บริโภค
1. ช่วยในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า และ
2. สร้างความปลอดภัยในการนำไปใช้
3. ในกรณีที่ชำรุด ก็สามารถหาอะไหล่ได้ง่าย เพราะสินค้ามีมาตรฐานเดียวกัน ใช้ทดแทนกันได้
4. วิธีการบำรุงรักษาใกล้เคียงกัน ไม่ต้องหัดใช้สินค้าใหม่ทุกครั้งที่ซื้อ
5. ได้สินค้าคุณภาพดีขึ้นในราคาที่เป็นธรรมคุ้มค่ากับการใช้งาน
ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจส่วนรวมหรือประโยชน์ร่วมกัน
1. ช่วยเป็นสื่อกลางเป็นบรรทัดฐานทางการค้า ทำให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคมีความ เข้าใจที่ตรงกัน
2. ก่อให้เกิดความยุติธรรมในการซื้อขาย
3. ประหยัดการใช้ทรัพยากรของชาติ ทำให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างเกิดประโยชน์สูงสุด
4. สร้างโอกาสทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทย
5. ป้องกันสินค้าคุณภาพต่ำเข้ามาจำหน่ายในประเทศ
6. สร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศ
หมายเลขมอก. คือหมายเลขที่กำหนดขึ้นเพื่อระบุลำดับที่ของการออกมาตรฐานและปีที่ สมอ.ประกาศเป็นมาตรฐาน ซึ่งจะระบุอยู่บนตัวสินค้า ตัวอย่างเช่นเครื่องหมายมาตรฐานที่แสดงว่าสินค้าได้รับมาตรฐานอะไร
ดังตัวอย่าง มอก. 56 - 2533 คือ ผลิตภัณฑ์น้ำตาลทราย ซึ่งหากผลิตภัณฑ์ได้รับการรับรองคุณภาพตามมอก. ก็จะสามารถแสดงเครื่องหมาย มอก.บนผลิตภัณฑ์นั้นได้
นี่คือหมายเลข มอก. ที่สินค้าของเราได้รับ
มอก. 2089-2544
TIS. 2089-2544
GMP
GMP คืออะไร
Good Manufacturing Practice (GMP) หมายถึง หลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตอาหารเป็นเกณฑ์หรือข้อกำหนดขั้นพื้นฐานที่จำ เป็นในการผลิตและควบคุมเพื่อให้ผู้ผลิตปฏิบัติตามและทำให้สามารถผลิตอาหาร ได้อย่างปลอดภัย โดยเน้นการป้องกันและขจัดความเสี่ยงที่อาจจะทำให้อาหารเป็นพิษเป็นอันตราย หรือเกิดความไม่ปลอดภัยแก่ผู้บริโภค GMP มี 2 ประเภทดังนี้
- GMP สุขลักษณะทั่วไป หรือ General GMP เป็นหลักเกณฑ์ที่นำไปใช้ปฏิบัติสำหรับอาหารทุกประเภท
- GMP เฉพาะผลิตภัณฑ์ หรือ Specific GMP เป็นข้อกำหนดที่เพิ่มเติมจาก GMP ทั่วไปเพื่อมุ่งเน้นในเรื่องความเสี่ยง และความปลอดภัยของแต่ละผลิตภัณฑ์อาหารเฉพาะมากยิ่งขึ้น
หลักการของระบบ GMP
หลักการของ GMP จะครอบคลุมตั้งแต่สถานที่ตั้งของสถานประกอบการ โครงสร้างอาคารระบบการผลิตที่ดีมีความปลอดภัย และมีคุณภาพได้มาตรฐานทุกขั้นตอน นับตั้งแต่เริ่มต้นวางแผนการผลิตระบบควบคุมตั้งแต่วัตถุดิบระหว่างการผลิต ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปการจัดเก็บการควบคุมคุณภาพและการขนส่งจนถึงผู้บริโภค มีระบบบันทึกข้อมูล ตรวจสอบและติดตามผลคุณภาพผลิตภัณฑ์รวมถึงระบบการจัดการที่ดีในเรื่อง สุขอนามัย (Sanitation และHygiene) เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้ายมีคุณภาพและความปลอดภัยเป็นที่มั่นใจเมื่อถึง มือผู้บริโภค ทั้งนี้ GMP ยังเป็นระบบประกันคุณภาพขั้นพื้นฐานก่อนที่จะพัฒนาไปสู่ระบบประกันคุณภาพ อื่นๆต่อไปเช่นระบบ HACCP (Hazards Analysis and Critical Control Points) และ ISO 9000 อีกด้วย
GMP ในประเทศไทย
สำหรับประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นับเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการตรวจรับรองระบบ GMP อาหารในประเทศไทย รวมทั้งมีหน้าที่ในการตรวจติดตามการปฏิบัติของผู้ประกอบการอาหารและน้ำดื่ม ไทย ให้มีการปฏิบัติให้สอดคล้องกับ GMP ที่บังคับใช้ตามกฎหมาย
ระบบ GMP อาหารเข้ามาในประเทศ และเป็นที่รู้จักครั้งแรกในปี พ.ศ. 2529 ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 6 และตลอดระยะเวลาเกือบ 20 ปีที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้ดำเนินการเกี่ยวกับระบบ GMP ดังนี้ เริ่มจากการอบรมทั้งกับผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ภาครัฐให้เข้าใจหลักการ ของระบบ จัดทำโครงการยกระดับมาตรฐานการผลิตอาหารประเภทต่างๆสำนักงานคณะกรรมการอาหาร และยาได้นำระบบ GMP มาใช้พัฒนาสถานที่ผลิตอาหารของประเทศเป็นครั้งแรกในลักษณะส่งเสริมและยก ระดับมาตรฐานการผลิตในอุตสาหกรรมอาหารแก่ผู้ประกอบการแบบสมัครใจภายใต้แผน พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่6 และตลอดระยะเวลาเกือบ 20 ปีที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้ดำเนินการในเรื่องนี้เป็นขั้น ตอนตามลำดับกล่าวคือ เริ่มจากจัดทำโครงการฯเสนอเพื่อให้สภาวิจัยฯให้ความเห็นชอบร่างหลักเกณฑ์ GMP ของประเทศต่างๆโดยจัดลำดับความสำคัญของผลิตภัณฑ์ที่มีต่อการบริโภคและต่อ เศรษฐกิจของประเทศเช่นน้ำบริโภคเครื่องดื่มนมพร้อมดื่มและอาหารกระป๋องเป็น ต้น จัดการฝึกอบรมให้กับผู้ประกอบการ และเจ้าหน้าที่ภาครัฐให้เข้าใจในหลักการของระบบ นอกจากนั้นมีการตรวจสอบก่อนและหลังการอบรมให้ความรู้พร้อมทั้งมีการประเมิน ผลและออกใบเกียรติบัตรให้เพื่อเป็นแรงจูงใจซึ่งการดำเนินการครั้งนั้นทั้ง หมดเพื่อประเมินและกระตุ้นผู้ประกอบการให้มีความสนใจที่จะพัฒนาสถานที่ผลิต เป็นระยะอย่างต่อเนื่อง
หลังจากนั้นในปี 2535 เป็นต้นมาสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา โดยกองควบคุมอาหารได้มีมาตรการให้การรับรองระบบ GMP (Certificate GMP) แก่ผู้ประกอบการในลักษณะสมัครใจ
การบังคับใช้ GMP ตามกฎหมาย
GMP ที่นำมาเป็นมาตรการบังคับใช้เป็นกฎหมายนั้นได้นำแนวทางข้อกำหนดของ Codex มาประยุกต์ใช้ ซึ่งเป็นที่ยอมรับของสากล แต่มีการปรับในรายละเอียดบางประเด็นหรือปรับให้ง่ายขึ้น (Simplify) เพื่อให้เหมาะสมกับศักยภาพของผู้ผลิตอาหารภายในประเทศให้สามารถปฏิบัติได้ จริง แต่ยังมีข้อกำหนดที่เป็นหลักการที่สำคัญเหมือนกับของ Codex แต่สามารถนำไปใช้ได้กับสถานประกอบการทุกขนาดทุกประเภททุกผลิตภัณฑ์ตามสภาพ การณ์ของประเทศไทย นอกจากนี้ยังเป็นการพัฒนามาตรฐานสูงขึ้นมาจากหลักเกณฑ์ขั้นพื้นฐาน (Minimum Requirement) ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาใช้ในการพิจารณาอนุญาตผลิตจึงเป็นเกณฑ์ซึ่ง ทั้งผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่รู้จักคุ้นเคยกันดีและปฏิบัติกันอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องมีการปฏิบัติในรายละเอียดบางประเด็นที่เคร่งครัดและจริงจังมาก ขึ้น ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า GMP สุขลักษณะทั่วไปนี้ผู้ประกอบการสามารถนำไปปฏิบัติตามได้จริงในทางปฏิบัติ ในขณะที่กฎระเบียบข้อบังคับหลักการสำคัญยังมีความน่าเชื่อถือในระดับสากล
สำหรับGMP เฉพาะผลิตภัณฑ์ (Specific GMP) นั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้กำหนดให้น้ำบริโภคเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดแรกที่ ผู้ประกอบการจะต้องปฏิบัติตามGMP เฉพาะเนื่องจากการผลิตมีกระบวนการที่ไม่ซับซ้อนและลงทุนไม่สูง รวมทั้งผู้ประกอบการน้ำดื่มในปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก จากการตรวจสอบจำนวนผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหาร และยาและสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศในปี 2546 มีประมาณ 4,000 รายทั่วประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ประกอบการรายย่อยมีการผลิตโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ บริโภคทำให้เกิดปัญหาการปนเปื้อนเชื่อจุลินทรีย์ในผลิตภัณฑ์ ทำให้ผลิตภัณฑ์ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาจึงเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการและหาวิธี การแก้ไขและป้องกันในเรื่องนี้อย่างจริงจังมากขึ้น ทั้งนี้จะเน้นการควบคุมสถานที่และกระบวนการผลิต โดยใช้หลักการ GMP เฉพาะผลิตภัณฑ์เข้ามาเป็นหลักเกณฑ์บังคับทางกฎหมาย เพื่อให้ผู้ผลิตน้ำบริโภคมีความตระหนัก มีการควบคุมตรวจสอบและเห็นความสำคัญในเรื่องคุณภาพมาตรฐานและความปลอดภัยของ ผลิตภัณฑ์ หลักการของ GMP น้ำบริโภคที่ไทยบังคับใช้เป็นกฎหมายนั้นจะใช้แนวทางของกฎหมายอเมริกาที่ กำหนดอยู่ใน Code of Federal Regulation title ที่ 21 Part 129 Processing and botting of bottled drinking water และมาตรฐานสากล Codex (Code of Hyfiene for Bottled/Packaged Drinking Waters) ซึ่งสอดคล้องกับGMP สุขลักษณะทั่วไป โดยมีการขยายเนื้อหาในหมวดที่เกี่ยวกับกระบวนการผลิตให้เป็นไปตามขั้นตอนที่ ถูกต้องของผลิตภัณฑ์น้ำบริโภคเพื่อให้ผู้ผลิตสามารถควบคุมได้ครบถ้วนทุกจุด ของการผลิตมากยิ่งขึ้น
GMP ที่เป็นกฎหมายบังคับใช้ของประเทศไทยมีด้วยกัน 2 ฉบับคือ
1. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข(ฉบับที่193) พ.ศ. 2543 และ(ฉบับที่239) พ.ศ.2544 เรื่องวิธีการผลิตเครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิตและการเก็บรักษาอาหาร(GMP สุขลักษณะทั่วไป)
2. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข(ฉบับที่220) พ.ศ. 2544 เรื่องน้ำบริโภคในภาชนะบรรจุปิดสนิท(ฉบับที่3) (GMP น้ำบริโภค)
GMP กฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้สำหรับผู้ผลิตอาหารรายใหม่ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2544 ส่วนรายเก่ามีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2546
ข้อกำหนด GMP สุขลักษณะทั่วไป
ข้อกำหนด GMP สุขลักษณะทั่วไปมี 6 ข้อกำหนดดังนี้
1. สถานที่ตั้งและอาคารผลิต
2. เครื่องมือเครื่องจักรและอุปกรณ์ในการผลิต
3. การควบคุมกระบวนการผลิต
4. การสุขาภิบาล
5. การบำรุงรักษาและการทำความสะอาด
6. บุคลากรและสุขลักษณะ
ในแต่ละข้อกำหนดมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ผู้ผลิตมีมาตรการป้องกันการปน เปื้อนอันตรายทั้งทางด้านจุลินทรีย์เคมีและกายภาพ ลงสู่ผลิตภัณฑ์ซึ่งอาจมาจากสิ่งแวดล้อมตัวอาคารเครื่องจักรอุปกรณ์ที่ใช้ การดำเนินงานในแต่ละขั้นตอนการผลิตรวมถึงการจัดการในด้านสุขอนามัยทั้งใน ส่วนของความสะอาดการบำรุงรักษาและผู้ปฏิบัติงาน
ข้อกำหนด GMP น้ำบริโภค
ข้อกำหนด GMP น้ำบริโภคมี 11 ข้อกำหนด ดังนี้
1. สถานที่ตั้งและอาคารผลิต
2. เครื่องมือเครื่องจักรและอุปกรณ์การผลิต
3. แหล่งน้ำ
4. การปรับคุณภาพน้ำ
5. ภาชนะบรรจุ
6. สารทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ
7. การบรรจุ
8. การควบคุมคุณภาพมาตรฐาน
9. การสุขาภิบาล
10. บุคลากรและสุขลักษณะผู้ปฏิบัติงาน
11. บันทึกและรายงาน
สำหรับวัตถุประสงค์ในแต่ละข้อกำหนดนั้นเช่นเดียวกับ GMP ของสุขลักษณะทั่วไป แต่ GMP น้ำบริโภคนั้นจะเน้นประเด็นการควบคุมกระบวนการการผลิตน้ำบริโภคโดยขยายราย ละเอียดในการควบคุมเพื่อป้องกันการปนเปื้อนชัดเจนยิ่งขึ้น ตั้งแต่ข้อ 3-8 ซึ่งเป็นขั้นตอนในการผลิตและมีการเพิ่มเติมในส่วนของบันทึกและรายงานเพื่อ ให้ผู้ผลิตเห็นความสำคัญและประโยชน์ในการเก็บข้อมูลรายงานบันทึกที่เกี่ยว ข้องเช่นผลวิเคราะห์แหล่งน้ำและผลิตภัณฑ์เป็นต้นซึ่งจะช่วยป้องกันหรือแก้ไข เมื่อเกิดปัญหากับผลิตภัณฑ์ได้
ISO14001
ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม มอก. 14001:2548 (ISO 14001: 2004) Environmental Management System (ISO 14001:2004) มีวัตถุประสงค์เพื่อให้องค์กรมีความตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการสิ่งแวด ล้อมเพื่อให้เกิดการพัฒนาสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการพัฒนาธุรกิจ โดยมุ่งเน้นในการป้องกันมลพิษ (Prevention of Pollution) และการปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง การนำระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001:2004 มาใช้จะก่อให้เกิดประโยชน์กับองค์กรในการลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับวัตถุ ดิบและพลังงาน และการบำบัดมลพิษ
ทุกวันนี้ระบบการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ISO 14001 เป็นระบบซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายในระดับนานาชาติ โดยระบบมาตรฐาน ISO 14001 มีการกำหนดโครงสร้างขององค์กรและความรับผิดชอบที่มีความจำเป็นในการบริหาร จัดการให้บรรลุตามเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัท นอกจากนี้ระบบ ISO 14001 จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากผู้บริหารระดับสูงและต้องมี การนำไปปฏิบัติในทุกระดับขององค์กร
จากข้อตกลงทางการค้าและภาษี (General Agreement on Tariffs and Trade - GATT) คาดหวังว่ามาตรฐาน ISO 14001 จะกลายเป็นสิ่งจำเป็นประการแรกที่องค์กร/บริษัทต่างๆทั่วโลกต้องมีเพื่อ ประกอบการดำเนินธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าแรงขับทางการตลาดจะเป็นสิ่งผลักดันให้เกิดการยอมรับใน มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม มาตรฐานนี้
รูปแบบขั้นตอนการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมตามระบบมาตรฐาน ISO 14001
การกำหนดนโยบายสิ่งแวดล้อม ที่ถูกกำหนดหรือได้รับความเห็นชอบมาจากผู้บริหารระดับสูงขององค์กร ถือเป็นการให้คำมั่นสัญญาหรือคำปฏิญาณขององค์กรที่จะดำเนินงานด้านการจัดการ สิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบและถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีการกำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาและปรับปรุงระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมขององค์กรอย่างต่อ เนื่อง เช่น
การแต่งตั้งตัวแทนของฝ่ายบริหารด้านสิ่งแวดล้อม (environmental management Representative, EMR) และคณะทำงานด้านสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ด้านอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ และด้านงบประมาณ เป็นต้น
การวางแผนการจัดการ เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่มีความสำคัญในการดำเนินงาน เนื่องจากลักษณะขององค์กรแต่ละประเภทที่นำเอาระบบมาตรฐาน ISO 14001 ไปใช้นั้นมีความแตกต่างกันทั้งรูปแบบโครงสร้างขององค์กร การบริหารจัดการ กระบวนการผลิต กระบวนการทำงาน วิธีการปฏิบัติงาน วัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ ฯลฯ ทั้งนี้ การวางแผนการจัดการต่างๆ ต้องสอดคล้องกับนโยบายสิ่งแวดล้อมขององค์กรด้วย
การนำไปใช้และการปฏิบัติ ขั้นตอนนี้มักประสบปัญหาอยู่เสมอ เนื่องจากการจะนำระบบมาตรฐาน ISO 14001(บทความนี้มาจาก eThaiTrade.com) หรือระบบมาตรฐานอย่างใดอย่างหนึ่งเข้าไปพัฒนาหรือปรับปรุงองค์กรจะก่อให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม/ลักษณะการทำงานหรือกิจวัตรการทำงานที่ดำเนิน งานอยู่เป็นประจำเป็นเวลานาน จึงมักจะเกิดปัญหาความขัดแย้งและเกิดการต่อต้านจากผู้ปฏิบัติงานอยู่เสมอ
วิธีการแก้ปัญหาคือใช้วิธีอบรมให้ความรู้ ทำความเข้าใจ และปลุกจิตสำนึกในด้านการป้องกันและรักษาสภาพแวดล้อมในพื้นที่ทำงานใกล้ตัว รวมทั้งอธิบายถึงข้อดีและข้อเสียจากการปฏิบัติงานที่ถูกต้องหรือผิดหลัก วิชาการ ดังนั้นความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการดำเนินงาน และการสนับสนุนอย่างจริงจังจากผู้บริหารระดับสูงขององค์กรเป็นสิ่งสำคัญมาก ในการปรับเปลี่ยนหรือแก้ไขพฤติกรรม/หรือลักษณะการทำงานที่ก่อให้เกิดผลกระทบ สิ่งแวดล้อมภายในองค์กรได้รับการปรับปรุงและแก้ไขให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ และเป็นไปตามระบบมาตรฐาน ISO 14001 ซึ่งอาจต้องใช้ระยะเวลาในการปรับตัวพอสมควร
การตรวจสอบและแก้ไข เป็นขั้นตอนที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาจากการนำระบบมาตรฐาน ISO 14001 ไปใช้หรือปฏิบัติในองค์กรไปแล้วเป็นระยะหนึ่งอย่างเหมาะสม การติดตามตรวจสอบที่สำคัญก็คือ การติดตามตรวจสอบภายในองค์กร (environmental internal audit) ต่อเนื่องเป็นประจำ โดยผลที่ได้จากการติดตามตรวจสอบจะถูกนำมาวิเคราะห์และนำเสนอให้ผู้บริหาร ระดับสูงขององค์กรรับทราบและตัดสินใจในการกำหนดวิธีการป้องกันและแก้ไขใน ด้านต่างๆ เพื่อให้การดำเนินงานขององค์กรไม่ก่อให้เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม หลายองค์กรมักจะเข้าใจผิดว่าการดำเนินงานตามขั้นตอนนี้เป็นการหาผู้กระทำผิด ภายในองค์กร แต่แท้จริงๆ แล้วปัญหาที่เกิดขึ้นอาจจะไม่ได้มาจากปัญหาเรื่องคนเป็นสำคัญ โดยอาจจะเกิดจากปัญหาอื่นๆ เช่น ปัญหาจากกระบวนการวางแผนการผลิต การกำหนดวิธีการหรือขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ไม่เหมาะสมกับพื้นที่หรือสภาพ งาน ฯลฯ ดังนั้นการตรวจสอบและแก้ไขสิ่งที่บกพร่องและไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของระบบ มาตรฐาน ISO 14001 จึงเป็นเพียงกระบวนการแก้ไขและปรับเปลี่ยนขั้นตอนการทำงานให้เหมาะสมและสอด คล้องกับข้อกำหนดเท่านั้น
การทบทวนการจัดการ เป็นขั้นตอนที่นำผลจากการติดตามตรวจสอบและตรวจพบในขั้นตอนต่างๆ ของกระบวนการทำงานมาพิจารณาปรับปรุงให้เหมาะสมกับองค์กรและเป็นไปตามข้อ กำหนดของระบบมาตรฐาน ISO 14001 ที่กำหนดไว้ โดยขั้นตอนการทบทวนการจัดการสิ่งแวดล้อมขององค์กรนี้ส่วนใหญ่จะกำหนดให้ EMR นำประเด็นต่างๆ ที่ตรวจพบในระบบทั้งหมดเสนอต่อผู้บริหารระดับสูงขององค์กรในการประชุมเป็น ประจำสม่ำเสมอ
ทั้งนี้ผู้บริหารระดับสูงต้องทำหน้าที่ในการพิจารณาผลการดำเนินงาน ปัญหาที่พบและวิธีการแก้ไขปัญหาในระบบมาตรฐาน ISO 14001 รวมถึงการติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบาย วัตถุประสงค์ และเป้าหมายที่กำหนดไว้ในแต่ละปีการจัดการสิ่งแวดล้อมตามระบบมาตรฐาน ISO 14001 จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กรทั้งในรูปของการลดของเสียที่เกิดขึ้น จากกระบวนการผลิต และการใช้ทรัพยากรหรือวัตถุดิบต่างๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จะส่งผลให้องค์กรได้รับประโยชน์ทางอ้อมในด้านการลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มมูลค่า ของผลิตภัณฑ์อีกด้วย
HACCP
HACCP : Hazard Analysis and Critical Control Point คือ ระบบวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุม เป็นเครื่องมือในการชี้เฉพาะเจาะจง ประเมินและควบคุมอันตรายที่มีโอกาสเกิดขึ้นในผลิตภัณฑ์อาหาร ระบบนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากนานาประเทศถึงประสิทธิภาพ การประกันความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับผู้บริโภค เนื่องจากระบบ HACCP เป็นระบบที่ออกแบบมาเพื่อควบคุมอันตราย ณ จุดหรือขั้นตอนการผลิตที่อันตรายเหล่านั้นมีโอกาสเกิดขึ้นในกระบวนการผลิต ของโรงงานอาหาร จึงสามารถประกันความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ได้ดีกว่าการตรวจสอบผลิตภัณฑ์สุด ท้ายหรือการควบคุมคุณภาพที่ใช้กันอยู่เดิม ซึ่งมีข้อจำกัดของขนาดตัวอย่างที่สุ่ม
นอกจากนั้นระบบ HACCP ยังมีศักยภาพในการระบุบริเวณ หรือขั้นตอนการผลิตที่มีโอกาสเกิดความผิดพลาดขึ้นได้ แม้ว่าจุดหรือในขั้นตอนดังกล่าวจะยังไม่เคยเกิดอันตรายมาก่อน ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการดำเนินงาน
ทำไมจึงต้องใช้ HACCP
คณะกรรมการอาหารระหว่างประเทศ FAO / WHO (Codex Alimentarius Commission) ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2505 ได้พัฒนา มาตรฐานอาหาร แนวทางและข้อแนะนำต่าง ๆ ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติทางการค้าที่เป็นธรรม และเพื่อคุ้มครองสุขภาพของผู้บริโภคจากการบริโภคผลิตภัณฑ์อาหาร ซึ่งในปัจจุบัน องค์กรการค้าโลก (WTO) ได้ใช้เป็นหลักอ้างอิงในการดำเนินการทางการค้าระหว่างประเทศในส่วนของ การรับรอง ความปลอดภัย ด้านสุขภาพของผู้บริโภค และการคุ้มครองการกีดกันทางการค้า
Codex จึงได้จัดทำ ข้อกำหนด หลักการของ ระบบ HACCP และข้อแนะนำในการนำไปใช้ เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ ได้นำไปใช้ในการพัฒนา อุตสาหกรรมอาหาร และประเทศไทยได้นำมาประกาศใช้ในประเทศแล้ว เพื่อสนับสนุนและอำนวยความสะดวกในการดำเนินการค้าระหว่างประเทศ ระบบ HACCP มี หลักการ 7 ข้อ ที่ต้องปฏิบัติตาม ที่ระบุในมาตรฐานระหว่างประเทศ และประเทศสมาชิกได้ยึดถือเป็นแนวทางประยุกต์ใช้โดยสอดคล้องกันทั่วโลก ดังนี้
1) ดำเนินการ วิเคราะห์อันตราย (Conduct a hazard analysis)
2) หา จุดวิกฤต ที่ต้องควบคุม (Determine the Critical Control Points : CCP s)
3) กำหนด ค่าวิกฤต (Establish critical Limit : s)
4) กำหนดระบบเพื่อ ตรวจติดตาม การควบคุม จุดวิกฤต ที่ต้องควบคุม (Establish a system to monitor control of the CCP)
5) กำหนด วิธีการแก้ไข เมื่อตรวจพบว่า จุดวิกฤต ที่ต้องควบคุมเฉพาะจุดใดจุดหนึ่งไม่อยู่ภายใต้การควบคุม (Establish the corrective action to be taken when monitoring indicates that particular CCP is not under control)
6) กำหนดวิธีการทวนสอบ เพื่อยืนยันประสิทธิภาพการดำเนินงานของระบบ HACCP (Establish procedures for verification to confirm that the HACCP system is working effectively)
7) กำหนดวิธีการจัดเก็บเอกสาร ที่เกี่ยวข้องกับวิธีปฏิบัติและบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ที่เหมาะสม ตามหลักการเหล่านี้ และการประยุกต์ใช้ (Establish documentation concerning all procedures and records appropriate to these principles and their application)
ประโยชน์ของ HACCP
สร้างความมั่นใจต่อความปลอดภัยในการบริโภคผลิตภัณฑ์
เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในผลิตภัณฑ์อาหารอย่างมีประสิทธิภาพ
ลดต้นทุนการผลิต
อำนวยความสะดวกในการดำเนินการค้าระหว่างประเทศ
สอดคล้องกับข้อกำหนดของประเทศคู่ค้า
ใครควรทำระบบ HACCP
ผู้ประกอบการ ด้านอาหาร ทุกประเภท และทุกขนาด แม้ว่าระบบ HACCP จะมีบทบาทสำคัญใน การตรวจควบคุม ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่อง การส่งออก และ นำเข้า ผลิตภัณฑ์อาหาร โดยเฉพาะในประเทศผู้นำเข้าสำคัญ อาทิ สหรัฐอเมริกา ประชาคมยุโรป แต่การนำระบบ HACCP มาใช้ของภาคอุตสาหกรรมทุกขนาดธุรกิจ จะช่วยให้เกิดผลดีต่อสุขภาพอนามัยของผู้บริโภค ทั้งภายในประเทศและลูกค้าต่างประเทศ นอกจากทำให้ผู้บริโภคได้รับอาหารที่มี ความปลอดภัย ต่อการบริโภค ยังช่วยลดการสูญเสียในด้านเศรษฐกิจเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลผู้ ป่วยจากอาการอาหารเป็นพิษ
องค์กรที่นำ มาตรฐาน HACCP ไปปฏิบัติยังสามารถขอให้ หน่วยงานรับรอง ให้ การรับรอง ระบบ HACCP ซึ่งทำให้องค์กรนั้นสามารถนำผล การรับรอง ไปใช้ในการโฆษณา และประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมสนับสนุนภาพลักษณ์ และความเชื่อถือในผลิตภัณฑ์ขององค์กรให้ดีขึ้น ทำแล้วได้อะไร
1.บริหารจัดการด้านความปลอดภัยของอาหารอย่างมีระบบ
2.สร้างความมั่นใจต่อความปลอดภัยในการบริโภคผลิตภัณฑ์อาหาร
3.เกิดภาพพจน์ที่ดีต่อองค์กร และผลิตภัณฑ์
4.ลดภาระค่าใช้จ่ายในการผลิตที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด โดยเฉพาะคุณภาพด้านความปลอดภัย เช่น ลดจำนวนตัวอย่างที่สุ่ม ลดค่าใช้จ่ายเนื่องจากการทำลายผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด เป็นต้น
5.เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการตลาด และอำนวยความสะดวกในการดำเนินการค้าระหว่างประเทศ
6.เป็นระบบคุณภาพด้านความปลอดภัยของอาหารที่สามารถขอรับการรับรองได้
7.เป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาสู่ระบบคุณภาพ ISO 9000
FDA
อย.
วิธีการรับประทาน
ปฏิกริยาตอบรับ หรือ ตอบโต้หลังการรับประทาน
โดยเฉลี่ยแล้ว ถ้าดื่มวันล่ะ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ครั้งล่ะ 10 cc. ก็จะเท่ากับ ดื่มวันล่ะ 20 cc.
ฉะนั้น 1 ขวด = 700 cc. ก็จะสามารถดื่มได้ โดยประมาณ 700 / 20 = 35 วัน
เท่ากับว่า 1 ขวด จะดื่มได้ 1 เดือน โดยประมาณนะครับ
___________________________________________________________________________________________________________
หากสนใจสั่งสินค้า หรือ สมัครสมาชิก
ติดต่อสอบถามได้ที่
คุณณัฐนนท์ (เอก) 089-4727780 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
E-mail มาสอบได้ที่ kittikulpaisa@hotmail.com (เรื่อง เอปูเซ่)
ด้านล่างเป็นข้อมูลจากผู้ป่วยที่ได้ทดลองใช้ Kawari(คาวาริ) ครับ
หากอยากทราบว่า คาวาริดีจริงหรือไม่ ต้องทดลองใช้ด้วยตัวท่านเองนะครับ
ต้องขอบอกไว้ก่อนเลยนะครับว่า ไม่ว่ายา หรือเครื่องดื่มสมุนไพรใดๆก็ตาม จะมีสรรพคุณดีแค่ไหน ราคาแพงขนาดไหน ก็ไม่ช่วยทำให้คุณดีขึ้น หรือหายได้เลย หากตัวของคุณเองไม่พยายามที่จะดูแลสุขภาพ หรือ ออกกำลังกาย อีกทั้งยังกำลังใจจากตัวคุณเองด้วยที่จะทำให้คุณสู้โรคภัยต่างๆได้ ผมว่านั้นหล่ะคือยาที่วิเศษที่สุดครับหากมีข้อสงสัยอะไรเกี่ยวกับการดื่มคาวาริ ฝากคำถามไว้ได้เลยนะครับ ว่าเป็นโรคอะไร กินแล้วจะมีผลหรือปฏิกิริยาอย่างไร ช่วยบรรเทาโรคได้ไหม ผมจะมาตอบให้ทุกๆคำถามเลยครับ หรืออยากสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อโดยตรงที่ คุณ ณัฐนนท์ (เอก) 0894727780 เลยก็ได้ครับ
รับตัวแทนจำหน่าย
posted on 21 Jan 2011 13:03 by nutthanon in Epouseeรับตัวแทนจำหน่าย เอปูเซ่ เน้นเรื่อง ฝ้า กระ หน้าใส เครื่องดื่มสมุนไพร
คาวาริ กำลังมาแรง ขายง่าย จ่ายทุกศุกร์ทุกสัปดาห์
1. ชอบงานขายอย่างเดียว 500 -3,500 บาทต่อสัปดาห์
2. ชอบงานบริหาร 2000- 35,000 บาทต่อสัปดาห์
ค่าสมัคร 350 บาท ( ไม่มีสต๊อกสินค้า )
ลงทุน 1,850 บาท มีสินค้า
คุณสมบัติ
1.อายุ 18 ปีขึ้นไป ชาย - หญิง ไม่จำกัดวุฒิ
2. มีโทรศัพท์ มือถือ ติดต่อได้
3.มีเวลาว่าง 2-3 ชม. ต่อวัน ไม่กระทบงานประจำ ,เรียน
4.สนใจอยากมีรายได้เสริมอย่างจริงจัง ไม่เน้นการอบรม
เอกสารการสมัคร
1. สำเนาบัตรประชน
2. สำเนาบัญชีธนาคารหน้าแรก(ใช้สำหรับเงินรายได้เข้าบัญชีเท่านั้น)
3. ค่าสมัคร 350 บาท
(ฟรี กระเป๋าใส่เอกสาร พร้อมคู่มือสำหรับเริ่มต้นธุระกิจ+ชุดสินค้าทดลอง)
ส่งเอกสารที่
E-mail: kittikulpaisal@hotmail.com (หัวข้อเรื่อง เอปูเซ่)
สอบ ถามโดยตรง คุณ ณัฐนนท์ (เอก) 089-4727780 ตลอด 24 ชั่วโมง
หมายเหตุ : การลงทุนมีความเสี่ยงควร ควรศึกษาข้อมูลก่อนนะครับ www.Epousee.com
ฮือฮา!! สั่งจากเตียง ‘คาวาริ’ ฉายแววผลิตภัณฑ์ยอดนิยม
posted on 21 Jan 2011 12:56 by nutthanon in KAWARI
ฮือฮา!! สั่งจากเตียง ‘คาวาริ’ ฉายแววผลิตภัณฑ์ยอดนิยม
ตลอดระยะเวลาการเดินทางของธุรกิจขายตรงอายุขวบปีเศษอย่าง บริษัท เอปูเซ่ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทขายตรงสัญชาติไทยพันธุ์แท้ ที่ดูเหมือนจะเป็นอีกหนึ่งบริษัทที่กำลังถูกจับตาจากสังคมตลอดมา อีกทั้งยังมีเสียงถามไถ่ตลอดเวลาเช่นกันว่า ถึงวันนี้บริษัทภายใต้การบริหารของ “มนตรี ฉิมมณีภัทธ” อดีตมือบริหารของเครือ CP มี เสียงตอบรับจากสมาชิก และประชาชนมากน้อยขนาดไหนแล้ว ตลอดจนรูปแบบการบริหารจัดการของบริษัทแห่งนี้มีความโดดเด่น และมีความเป็นมืออาชีพมากน้อยขนาดไหน
ผ่านไปเพียงไม่กี่เดือนนับจากวันเปิดดำเนินการของบริษัท ชื่อของ “เอปูเซ่” เริ่มเข้ามาอยู่ในความสนใจของหนังสือพิมพ์มากขึ้นขณะเดียวกันก็มีทั้งคน ระดับผู้นำ และบุคคลทั่วๆ ไปแห่เข้าร่วมธุรกิจอย่างมากหน้าหลายตาปีที่ผ่านมา “เอปูเซ่” ใช้เวลาในการเตรียมความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด โดยได้ขยับขยายพื้นที่อาคารสำนักงานให้ยิ่งใหญ่กว่าเก่าหลายเท่าตัว จนบางครั้งมีคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ด้วยรูปแบบของบริษัทดูเหมือนจะยิ่งใหญ่กว่าบริษัทขายตรงที่เปิดดำเนินการมา หลายปีด้วยซ้ำ
ด้วยความโดดเด่นทางด้านแนวคิดของผู้นำทัพอย่างท่านประธาน “มนตรี” ด้วยความโดดเด่นของผู้ร่วมทัพอย่างขุนพลนักขายที่มากประสบการณ์เข้าไปอยู่ใน พื้นที่เดียวกัน และด้วยความโดดเด่นของตัวผลิตภัณฑ์ที่สามารถสร้างความแตกต่างให้กับตลาดขาย ตรงได้พอสมควรผนวกเข้ากับความโดดเด่นทางด้านจิตใจของผู้นำทัพที่เล่นบทใจถึง อย่างมีแบบแผน ด้วยปัจจัยเหล่านี้ทำให้ “เอปูเซ่” เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
ไม่นานนัก “สื่อมวลชน” หลายแขนงก็ให้การยอมรับว่า “เอปูเซ่” คือหนึ่งในธุรกิจขายตรงน้องใหม่ที่ร้อนแรงที่สุด
“เอปูเซ่” เองพยายามชูจุดขายของความเป็นขายตรงน้องใหม่ที่มีมาตรฐานเทียบเท่ากับบริษัท ขายตรงในระดับชั้นนำได้อย่างดีเยี่ยม มีการปรับมาตรฐานการจัดการองค์กร การจัดการคนที่ไม่เคยหยุดนิ่ง และสิ่งหนึ่งที่สร้างความประทับใจให้กับนักขายและผู้นำทัพไม่น้อยก็คือ จุดขายที่ได้รับจากตัวผลิตภัณฑ์ที่ค่อยๆ ทยอยเข้ามาเพื่อรองรับความต้องการของสมาชิกและผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง และจัดประเภทอยู่ในหลายหมวดผลิตภัณฑ์
ต้นปีที่ผ่านมา “เอปูเซ่” นำผลิตภัณฑ์เข้ามาเสริมทัพอีกหนึ่งตัว และสินค้าตัวนี้นี่เองที่ทำให้ผู้ป่วยหลายรายต้องสั่งซื้อ อันเนื่องมาจากสรรพคุณของตัวสินค้านั้นมีความโดดเด่น และถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่รวมคุณสมบัติของสมุนไพรกว่า 5 ชนิดเข้าด้วยกัน ถือว่าถูกโฉลกกับนักขาย และผู้บริโภคเป็นอย่างยิ่ง ไม่แพ้ผลิตภัณฑ์ตัวอื่นที่อยู่ในบริษัทแห่งนี้
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร “คาวาริ” คือ สินค้าที่เรากำลังกล่าวถึง ซึ่งเป็นสินค้าที่มีส่วนผสมจาก พลูคาว ,เห็ดหลินจือ , ปัญจขันธ์ , กระชายดำ และว่านปลาไหลเผือก พร้อมกับสมุนไพรอื่นๆ อีกหลายชนิด ซึ่งสินค้าดังกล่าวถูกพัฒนาขึ้นโดยความร่วมมือกันระหว่าง “เอปูเซ่” และอดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข ศ.ดร.นพ.สมศักดิ์ วรคามิน ในฐานะเจ้าของ บริษัทเชียงรายไวน์เนอรี่ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตสินค้าสมุนไพรที่มีมาตรฐานสูงระดับประเทศ ซึ่งชื่อชั้นสามารถการันตีความน่าเชื่อถือได้เป็นอย่างดี
เมื่อ “คาวาริ” ถูกนำออกมาจำหน่ายได้เพียงไม่นานนัก ก็เกิดปรากฎการณ์ของความนิยมในผลิตภัณฑ์ตัวนี้เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ โดยเริ่มต้นจากสมาชิกได้ทดลองนำไปรับประทานแล้วเห็นผล บอกต่อๆ กันไปยังผู้บริโภคทั่วๆ ไป จากนั้นก็ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบันมียอดขายแล้วหลายขวดด้วยกัน
อย่างไรก็ตาม “เอปูเซ่” ออกมายืนยันกับผลิตภัณฑ์ตัวดังกล่าวนี้ ว่าไม่ใช่ยารักษาโรค แต่ เป็นเพียงผลิตภัณฑ์สมุนไพรเสริมอาหาร และบำรุงสุขภาพตัวหนึ่งเท่านั้น แต่ที่ได้รับความนิยมอาจเป็นเพราะกินแล้วเห็นผลเป็นที่น่าพอใจสามารถเสริม สร้างให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นด้วยคุณสมบัติที่มีอยู่ในส่วนผสมของสมุนไพรทั้ง 5 ชนิดอย่างที่กล่าวมาข้างต้น
ความนิยมของตัวสมุนไพรตัวนี้ปัจจุบันแบรนด์ได้เข้าไปถึงกลุ่มผู้ป่วยใน ประเภทต่างๆ ทั่วประเทศ และมีเคสกรณีศึกษาว่ากินแล้วสามารถช่วยบำรุงร่างกายให้ดีขึ้นนับสิบ นับร้อยเคสเกิดขึ้นซึ่งเคสล่าสุดผู้ป่วยเป็นอัมพาตมากว่า 12 ปีรายหนึ่ง ในเขตอำเภอกันตัง จังหวัดตรังซึ่งได้รับการอนุเคราะห์ผลิตภัณฑ์ “คาวาริ” โดยบังเอิญจากผู้นำท่านหนึ่ง ที่หยิบยื่นให้ ก่อนที่จะนำไปทดลองกิน
ระยะเวลาเพียงครึ่งเดือนผู้ป่วยรายดังกล่าวได้โทรศัพท์เข้ามาสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเพิ่มเติม โดยให้เหตุผลว่า
“ไม่ทราบว่า สรรพคุณดีอย่างไรบ้าง เพียงแต่เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วก็รู้สึกดี และถูกโฉลกกับผลิตภัณฑ์ตัวนี้ ที่สำคัญมีความรู้สึกว่าระบบภายในดีขึ้นกว่าเก่ามาก โดยเฉพาะเรื่องของระบบขับถ่ายที่อดีตตนขับถ่ายได้แค่เป็นน้ำเท่านั้น เนื่องจากไม่สามารถขับออกมาได้เพราะร่างกายตายไปแล้วครึ่งท่อน แต่หลังจากที่รับประทานสมุนไพรตัวดังกล่าวเข้าไป ผลปรากฏว่าก้อนแข็งๆ ที่คั่งค้างอยู่ในท้องนานนับ 10 ปี ก็เริ่มหลุดออกมาทำให้วันนี้ตนสบายท้องขึ้นมา ก็เลยคิดที่จะโทรสั่งซื้อเพิ่ม เพื่อจะได้รับประทานอย่างต่อเนื่อง” รุ่งรัตน์ เกษศิริ ผู้ป่วยรายดังกล่าว เปิดเผยกับ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค
ทั้งนี้ เคสของผู้ป่วยดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในอีกนับสิบ นับร้อยเคสที่สามารถรับรู้ถึงสรรพคุณของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้เป็นอย่างดี และเชื่อว่ายังมีคนอีกจำนวนมากที่บริโภคสินค้าที่ชื่อว่า “คาวาริ” อย่างต่อเนื่อง นับเป็นปรากฎการณ์อีกปรากฏการณ์หนึ่งที่จะสร้างความฮือฮาให้กับวงการขายตรง ได้ไม่มากก็น้อย
และหากสินค้าตัวที่ว่า มีสรรพคุณที่ดื่มกิน แล้วเห็นผลจริง เชื่อเหลือเกินว่า อีกไม่นานผลิตภัณฑ์ตัวดังกล่าวจะได้รับความนิยมจากประชาชนคนไทยอย่างล้นหลาม และมียอดขายถล่มทลายอย่างแน่นอน
ที่มา : หนังสือพิมพ์ The Power Network
รายละเอียดเพิ่มเติม
089-4727780
เราช่วยคุณได้ถามคุณอยากหางานอิสระไม่ต้องเหนื่อยมากมาย อย่าง
ที่คุณคิดอยู่ ถูกต้องครับสิ่งที่ผมจะนำเสนอคุณคือธุระกิจขายตรงไม่ผิด
หรอกครับและเป็นธุระกิจขายตรงของคนไทยเองและคนไทยเริ่มรู้จักกัน
มากขึ้น แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปจากบริษัทอื่นคือ สินค้าเรามีคุณภาพทุก
ชิ้นราคาถูกกว่าสินค้าแต่มีราคาถูกกว่าสินค้าที่มีคุณภาพเท่ากัน
ที่สำคัญแผนการตลาดของเราทำงานมากๆ การรักษายอดก็ทำแต้มก็
น้อยทำสบายๆ แต่!! ที่แตกต่างก็คือแต้มที่เรารักษายอดทางบริษัทก็ยังนำ
มาคิดเปอร์เซนให้เรา ยังๆไม่จบ ทุกตำแหน่งรักษายอดเท่ากันทุก
ตำแหน่งและแต้มสะสมที่จะขึ้นตำแหน่งก็นับต่อจากตำแหน่งที่เราได้แล้ว
นั้นหมายถึง พอเราขึ้นตำแหน่งแล้วเราไม่ต้องนับหนึ่งใหม่ แถม!! ถ้าเราทำ
ยอดแต้มจะสะสมไปเรื่อยๆจะไม่มีการลบแล้วเริ่มใหม่แถมตำแหน่งขึ้นแล้ว
ไม่มีการลดตำแหน่ง
ในแผนการตลาดของเราคุณสามารถหารายได้ถึง 7 ช่องทางและไม่
ต้องห่วงนะครับเพราะทางบริษัทเราทำงานกันเป็นทีมช่วยเหลือกันทุกคน
และนี้คือใบรับรองการผลิตของเรา 
-
ธุรกิจ > ขายตรง/MLM/SME
- ความต้องการ : เพื่อนร่วมธุระกิจ
- สภาพสินค้า : สินค้า ใหม่
- รุ่น / ยี่ห้อ / โมเดล :เอปูเซ่ สมัครสมาชิก
- ราคา : 350 บาท
- เบอร์โทรติดต่อ : 089-4727780
- สาขาสุราษฎร์ธานี และจังหวัดใกล้เคียง
ถ้าคุณสนใจร่วมธุระกิจกับเราหรือสนใจที่จะลองใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา
หรือสนใจฟังแผนการตลาดเพิ่มเติม โปรดส่ง ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ มาที่
E-mail: kittikulpaisal@hotmail.com โดยใส่หัวเรื่องว่า เอปูเซ่ ทางเรา
จะติดต่อกลับไปหาท่านหลังจากที่ได้รับข้อมูลแล้วครับ หรือโทรหาผมโดยตรงได้ที่
เบอร์ 089-4727780









